เรือพระ

เรือพระ คืออะไร

รู้จักเรือพระแบบครบจบ ตั้งแต่ตำนาน ประเภท ส่วนประกอบ ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงเรือพระในงานชักพระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เรือพระจอดเรียงกันในงานประเพณีชักพระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เรือพระ คือพาหนะที่ประดิษฐ์ตกแต่งให้เป็นรูปเรือ มีบุษบกหรือที่ชาวใต้เรียกว่า “นมพระ” ตั้งอยู่กลางลำ สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป แล้วให้ชาวบ้านช่วยกันลากแห่ไปตามถนนหรือลำน้ำในประเพณีชักพระ (ลากพระ) ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังวันออกพรรษาหนึ่งวัน

เรือพระคืออะไร

สำหรับคนใต้ คำว่า “เรือพระ” ไม่ได้หมายถึงเรือที่พระสงฆ์ใช้เดินทาง แต่หมายถึงพาหนะสำหรับอัญเชิญพระพุทธรูปออกแห่ในวันชักพระ ตัวพาหนะจะเป็นเรือจริงที่ลอยในน้ำ หรือเป็นรถ เป็นล้อเลื่อนที่วิ่งบนถนนก็ได้ ขอเพียงตกแต่งให้มีรูปทรงเป็นเรือ และมีบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่กลางลำ ก็เรียกว่าเรือพระทั้งสิ้น

แต่ละท้องถิ่นเรียกชื่อต่างกันไปบ้าง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเรียกอย่างเป็นทางการว่า “เรือพนมพระ” ส่วนตัวบุษบกเรียกว่า “นมพระ” หรือ “พนมพระ” ขณะที่ตัวประเพณีนั้น ฝั่งสุราษฎร์ธานีนิยมเรียกว่า “ชักพระ” คนทั่วไปจึงมักเรียกเรือพระว่า “เรือชักพระ” ไปด้วย ส่วนสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช มักเรียกว่า “ลากพระ” ทั้งหมดคือประเพณีเดียวกัน

เรือพระหนึ่งลำจึงเป็นมากกว่าพาหนะ เพราะเป็นทั้งงานพุทธศิลป์ เป็นหน้าตาของวัดและชุมชน และเป็นงานที่คนทั้งหมู่บ้านลงแรงทำร่วมกันปีละครั้ง

ตำนานและที่มาของเรือพระ

ที่มาของเรือพระผูกอยู่กับพุทธประวัติตอนหนึ่ง เล่ากันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาตลอดสามเดือน เมื่อออกพรรษาแล้วจึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ มาถึงประตูเมืองสังกัสสะในเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

ชาวเมืองที่รอคอยมานานต่างดีใจ พากันมาเฝ้ารับเสด็จและอัญเชิญพระองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนไปยังที่ประทับ ผู้คนมากันแน่นขนัดจนคนที่อยู่ไกลเข้าไปใส่บาตรไม่ถึง จึงต้องห่ออาหารด้วยใบไม้ส่งต่อ ๆ กันไป บ้างก็โยนเข้าไป — เป็นที่มาของ“ขนมต้ม” ข้าวเหนียวห่อใบกะพ้อทรงสามเหลี่ยม ขนมประจำงานชักพระที่ยังทำกันอยู่ทุกบ้านจนถึงวันนี้

เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ชาวพุทธจึงใช้พระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้า อัญเชิญขึ้นบุษบกแล้วแห่ในวันเดียวกันของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น นักวิชาการสันนิษฐานว่าธรรมเนียมการแห่รูปเคารพนี้รับมาจากอินเดีย ซึ่งมีประเพณีแห่เทวรูปของศาสนาพราหมณ์มาก่อน แล้วชาวพุทธนำมาปรับให้เข้ากับความเชื่อของตน ก่อนจะแพร่เข้ามาทางคาบสมุทรภาคใต้ตั้งแต่สมัยโบราณ

ส่วนเหตุที่ต้องเป็น “เรือ” นั้น เข้าใจได้ไม่ยากเมื่อนึกถึงภูมิประเทศของภาคใต้ บ้านเมืองสมัยก่อนตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง การเดินทางหลักคือทางน้ำ การแห่พระจึงเริ่มจากการแห่ทางเรือ เมื่อถนนหนทางเข้ามาแทนที่ ชาวบ้านก็ยังคงรูปทรงเรือไว้ แม้พาหนะจะเปลี่ยนเป็นล้อเลื่อนหรือรถยนต์แล้วก็ตาม

เรือพระบก และเรือพระน้ำ

เรือพระแบ่งตามเส้นทางที่ใช้ลากได้ 2 ประเภท

เรือพระบก

ใช้ลากไปตามถนน สมัยก่อนทำจากไม้ซุงสองท่อนวางขนานเป็นฐานแล้วลากไถลไปกับพื้น ต่อมาใส่ล้อเลื่อน ปัจจุบันส่วนใหญ่ประกอบขึ้นบนโครงรถกระบะหรือรถบรรทุก แล้วตกแต่งหัวท้ายให้เป็นรูปเรือหรือพญานาค เป็นแบบที่พบมากที่สุดในทุกวันนี้

เรือพระน้ำ

ใช้เรือจริงลอยไปตามแม่น้ำลำคลอง มักนำเรือหลายลำมาผูกขนานกันให้เป็นแพขนาดใหญ่ ปูพื้นแล้วตั้งบุษบกไว้ตรงกลาง มีเรือพายของชาวบ้านช่วยกันลากจูง พบในชุมชนริมน้ำ เช่น ริมแม่น้ำตาปี และลุ่มทะเลสาบสงขลา

ส่วนประกอบของเรือพระ

แม้แต่ละวัดจะออกแบบต่างกัน แต่เรือพระแทบทุกลำมีส่วนประกอบหลักเหมือนกัน ลองหมุนดูโมเดล 3 มิติด้านล่างประกอบได้

  • ตัวเรือ — ฐานของทั้งลำ หัวเรือและท้ายเรือนิยมทำเป็นรูปพญานาค ลำตัวนาคทอดยาวเป็นกราบเรือ ตามความเชื่อว่านาคเป็นผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาและเกี่ยวข้องกับน้ำ บางวัดทำเป็นหงส์ ครุฑ หรือสัตว์หิมพานต์อื่น ๆ
  • นมพระ (บุษบก) — หัวใจของเรือพระ ตั้งอยู่กลางลำ เป็นเรือนยอดสี่เสา หลังคาซ้อนชั้นแบบจตุรมุข ยอดเรียวแหลม ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และลวดลายไทย ช่างจะทุ่มฝีมือกับส่วนนี้มากที่สุด เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
  • พระพุทธรูป — นิยมอัญเชิญปางอุ้มบาตรให้ตรงกับตำนานรับเสด็จและตักบาตร บางวัดอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญประจำวัดออกแห่ปีละครั้ง
  • โพน กลอง ฆ้อง และระฆัง — ตั้งไว้บนเรือ ตีให้จังหวะตลอดทางที่ลาก เสียงโพนดังมาแต่ไกลคือสัญญาณว่าเรือพระกำลังมา
  • ธงและเครื่องประดับ — ธงทิว ธงสามชาย ฉัตร ดอกไม้สด ผ้าแพรสี รวมถึงพวงขนมต้มที่ชาวบ้านนำมาแขวนถวายรอบลำเรือ
  • เชือกลาก — เชือกเส้นใหญ่สองสายผูกที่หัวเรือ ตามธรรมเนียมเดิมแบ่งเป็นสายของผู้ชายและสายของผู้หญิง ใครมาร่วมงานก็เข้าไปจับเชือกช่วยลากได้ ถือว่าได้บุญร่วมกัน

กว่าจะเป็นเรือพระหนึ่งลำ

เรือพระที่เห็นจอดให้ชมเพียงไม่กี่วันนั้น เบื้องหลังคือแรงงานของคนทั้งชุมชนเป็นเวลาหลายเดือน บางวัดเริ่มงานตั้งแต่เข้าพรรษา ช่างส่วนใหญ่เป็นพระ เณร และชาวบ้านในละแวกวัด ที่สืบทอดวิชาช่างกันมารุ่นต่อรุ่น

  1. ออกแบบ — กำหนดแนวคิดและรูปทรงของปีนั้น วัดที่ส่งประกวดมักเปลี่ยนแบบใหม่ทุกปี
  2. ขึ้นโครง — ประกอบโครงไม้หรือโครงเหล็กบนฐานรถ ขึ้นรูปตัวเรือและบุษบก
  3. แกะสลักและทำลวดลาย — เดิมใช้ไม้แกะสลักและกระดาษสีฉลุลาย ปัจจุบันนิยมแกะโฟมเพราะเบาและขึ้นรูปได้ละเอียด แล้วลงสี ปิดทอง ติดกระจก
  4. ประดับตกแต่ง — ติดธง ฉัตร ดอกไม้ และวางระบบไฟ เพราะเรือพระยุคนี้ต้องสวยทั้งกลางวันและกลางคืน

ช่วงราวสิบถึงสิบห้าวันก่อนวันชักพระ วัดจะเริ่ม“คุมพระ” คือการตีโพนประโคมเป็นจังหวะทุกค่ำคืน เพื่อบอกชาวบ้านว่าใกล้ถึงวันลากพระแล้ว ใครว่างให้มาช่วยกันทำเรือ เสียงโพนคุมพระจึงเป็นเสียงของเทศกาลที่คนใต้คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก

เรือพระหัวพญานาคสีทอง มีบุษบกประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่กลางลำ
เรือพระหัวพญานาค งานแกะสลักและปิดทองทั้งลำใช้เวลาทำกันนานหลายเดือน

วันลากเรือพระ

ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา ทางวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบก และมีพิธีสมโภชในตอนค่ำ รุ่งเช้าวันแรม 1 ค่ำ ชาวบ้านจะมาตักบาตรหน้าเรือพระซึ่งมีคติเดียวกับการตักบาตรเทโวของภาคอื่น จากนั้นจึงเริ่มออกลาก

ระหว่างทาง คนลากจะร้องบทกลอนโต้ตอบกันเป็นจังหวะเพื่อให้ออกแรงพร้อมกันและคลายเหนื่อย บทที่รู้จักกันดีคือ “อี้สาระพา เฮโล เฮโล” เรือพระผ่านหน้าบ้านใคร เจ้าของบ้านก็ออกมาทำบุญ นำขนมต้มมาแขวน หรือเข้าร่วมลากต่อไปอีกช่วงหนึ่ง จุดหมายคือสถานที่ชุมนุมเรือพระของเมือง ซึ่งเรือจากหลายวัดจะมาพบกัน

เรือพระในงานชักพระ สุราษฎร์ธานี

สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่จัดงานชักพระยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีชื่องานเต็มว่า “งานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว” จัดต่อเนื่องราวเก้าวันบริเวณริมเขื่อนแม่น้ำตาปี อำเภอเมืองฯ เรือพนมพระจากวัดและหน่วยงานทั่วจังหวัดหลายสิบลำจะมาจอดเรียงกันให้ประชาชนได้ชม ทำบุญ และถ่ายภาพ ทั้งกลางวันและกลางคืน

สิ่งที่ทำให้งานของสุราษฎร์ธานีต่างจากที่อื่นคือพุ่มผ้าป่า ในคืนก่อนวันชักพระ ชาวบ้าน ร้านค้า และหน่วยงานต่าง ๆ จะจัดพุ่มผ้าป่าไว้หน้าบ้านของตน ตกแต่งเป็นฉากเรื่องราวพุทธประวัติ ประดับไฟสวยงามไปทั่วเมือง ผู้คนออกมาเดินชมกันตลอดคืน พอเช้ามืดพระสงฆ์จะออกมาชักผ้าป่าตามพุ่มที่จับสลากได้ จากนั้นจึงเป็นพิธีชักพระทั้งทางบกและทางน้ำ ปิดท้ายด้วยการแข่งเรือยาวในแม่น้ำตาปี

ดูวัน เวลา และกิจกรรมแต่ละวันของปีล่าสุดได้ที่หน้า กำหนดการงานชักพระ สุราษฎร์ธานี 2569

เรือพนมพระหัวหงส์ของวัดโฉลกศิลาราม อำเภอบ้านนาสาร ในงานชักพระ สุราษฎร์ธานี
เรือพนมพระหัวหงส์ของวัดโฉลกศิลาราม อ.บ้านนาสาร จอดให้ชมในงานชักพระ สุราษฎร์ธานี

การประกวดเรือพระ

เรือพระสวยขึ้นทุกปีส่วนหนึ่งเพราะมีการประกวด ที่สุราษฎร์ธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้จัดประกวดเรือพนมพระทางบก รางวัลชนะเลิศเป็นถ้วยพระราชทาน แบ่งประเภทหลักดังนี้

  • ประเภทสวยงาม — แยกเป็นขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ตัดสินจากความประณีตของงานช่างและความถูกต้องตามแบบแผนศิลปะไทย
  • ประเภทความคิดสร้างสรรค์ — เปิดกว้างเรื่องวัสดุและแนวคิด มักได้เห็นเรือพระจากวัสดุพื้นถิ่นหรือรูปแบบแปลกใหม่
  • ประเภทขบวนแห่ — ตัดสินทั้งขบวน ตั้งแต่การแต่งกาย การแสดง ไปจนถึงความพร้อมเพรียงของผู้ร่วมขบวน

สำหรับวัดและชุมชน รางวัลเป็นเรื่องรอง สิ่งที่ได้แน่นอนทุกปีคือการที่คนในหมู่บ้านได้กลับมาทำงานร่วมกัน และช่างรุ่นใหม่ได้เรียนวิชาต่อจากช่างรุ่นเก่า

เราเก็บภาพเรือพระที่เข้าร่วมงานชักพระ สุราษฎร์ธานี ไว้แล้ว 125 วัด เลือกดูตามปี หรือเข้าไปเดินชมบรรยากาศงานแบบ 360 องศาได้เลย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรือพระ

เรือพระ คืออะไร

เรือพระ คือพาหนะที่ตกแต่งเป็นรูปเรือ มีบุษบกหรือ "นมพระ" อยู่กลางลำสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ใช้แห่ในประเพณีชักพระหรือลากพระของชาวภาคใต้ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังวันออกพรรษาหนึ่งวัน

เรือพระ กับ เรือพนมพระ ต่างกันอย่างไร

เป็นสิ่งเดียวกัน "เรือพนมพระ" เป็นชื่อที่ชาวสุราษฎร์ธานีและหน่วยงานในจังหวัดใช้เรียกอย่างเป็นทางการ ส่วน "เรือพระ" เป็นคำเรียกทั่วไปของชาวใต้ บางคนเรียกรวมกับชื่อประเพณีว่า "เรือชักพระ" และบางพื้นที่เรียกตัวบุษบกว่า "นมพระ" หรือ "พนมพระ"

นมพระ คืออะไร

นมพระ หรือพนมพระ คือบุษบกยอดแหลมที่ตั้งอยู่กลางเรือพระ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรือพระ ช่างจะทุ่มเทฝีมือตกแต่งส่วนนี้มากที่สุด ทั้งหลังคาซ้อนชั้น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และลวดลายไทย

ลากเรือพระวันไหน

ลากเรือพระกันในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 คือหนึ่งวันหลังวันออกพรรษา ซึ่งมักตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปี สำหรับจังหวัดสุราษฎร์ธานี เรือพระจะจอดให้ชมที่ริมเขื่อนแม่น้ำตาปีต่อเนื่องหลายวันตลอดช่วงงาน

เรือพระใช้พระพุทธรูปปางอะไร

ส่วนใหญ่นิยมอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เพราะสอดคล้องกับตำนานที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วชาวเมืองพากันมาตักบาตร บางวัดอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญประจำวัดซึ่งอาจเป็นปางอื่น

ไปชมเรือพระ สุราษฎร์ธานี ได้ที่ไหน

ช่วงงานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว เรือพระจากวัดต่าง ๆ จะมาจอดเรียงกันบริเวณริมเขื่อนแม่น้ำตาปี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ส่วนนอกช่วงงานชมย้อนหลังได้ตลอดปีที่เว็บไซต์ rueaphra.com ทั้งภาพเรือพระรายวัดและบรรยากาศ 360 องศา

เรียบเรียงโดยทีมงาน Ruea Phra จากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ ประกาศขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเอกสารด้านวัฒนธรรมภาคใต้ — พบข้อมูลคลาดเคลื่อน แจ้งเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก เรือพระ